Cloud Computing : ระบบประมวลผลกลุ่มเมฆ
ระบบประมวลผลกลุ่มเมฆ หรือ คลาวด์ คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) คือ การนำทรัพยากรของระบบไอที ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดแวร์ (Hardware) หรือซอฟต์แวร์ (Software) มาแบ่งปันในรูปแบบการให้บริการผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (ssas : Software As A Services) โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์สรรถนะสูงหรือติดตั้งซอฟต์แวร์ระบบใดๆ
ที่ยุ่งยากซับซ้อน เพียงแค่ขอใช้บริการจากผู้ให้บริการระบบประมวลผลกลุ่มเมฆทั่วๆ
ไปและชำระค่าบริการตามอัตราการใช้งานจริงแก่ผู้ให้บริการเท่านั้นก็เพียงพอ
ซึ่งระบบประมวลผลกลุ่มเมฆนี้เป็นแนวคิดสำหรับระบบคอมพิวเตอร์ในยุคหน้า
โดยสามารถลดภาระการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับภาคองค์กรธุรกิจหรือส่วนบุคคลในสภาวะจริงของระบบประมวลผลกลุ่มเมฆนั้น
ผู้ใช้มีเพียงอุปกรณ์ (Device) ที่สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ต
เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือ พีดีเอ
ก็จะสามารถใช้บริการจากผู้ให้บริการผ่านเซิร์ฟเวอร์หลายเครื่องบนเครือข่าย
ในรูปแบบการประมวลผลแบบกระจาย (Distributed
Computing) ซึ่งนับว่าสะดวกสบายไม่จำเป็นต้องพกพาให้มากมายและที่สำคัญคือประหยัดโดยในปัจจุบัน องค์กรสามารถใช้ Cloud Technology ได้ 2-3 รูปแบบ (SaaS,
IaaS, PaaS) อธิบายแบบง่ายๆ
คือ
แอพพลิเคชั่นและข้อมูลองค์กรได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยผู้ใช้สามารถเรียกใช้ Business Software บน Cloud Technologyได้ทันที เช่น ใช้ Email Application, ระบบ File Sharing/Content Management, ระบบ CRM Application สำหรับ Sales และ Customer Support เป็นต้น โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องสนใจเลยว่า Application นี้ทำงานอยู่ที่ไหน เก็บข้อมูลอย่างไร ผู้ใช้สามารถเรียกใช้งานได้ตลอด ทุกที่ ทุกเวลา ที่สามารถเข้าถึง Internet ได้
Software as a Service (SaaS): ผู้ใช้สามารถใช้บริการ Application ได้ทุกที่ ทุกเวลา ที่มี Internet
รูปแบบที่ 2 (Infrastructure as a Service, IaaS): สะดวก
ยืดหยุ่นและ ง่ายต่อการบริหารทรัพยากร IT ผู้ใช้สามารถเรียกใช้ Virtual Server/ Virtual Machine บน Cloud Technology ได้ทันที ยกตัวอย่างเช่น หากต้องการเครื่อง Server ที่มี 4 CPUs, 32GB Memory, 10TB Storage สามารถเรียกขึ้นมาใช้ได้ทันที จาก Cloud Technology เช่นเดียวกันกับรูปแบบที่ 1 ที่ผู้ใช้ไม่ต้องสนใจเลยว่า Virtual Server หรือ Virtual PC/Desktop ที่ได้มานั้น ตั้งอยู่ที่ไหนมาได้อย่างไร สามารถเรียกใช้หรือคืนได้ทันทีเมื่อใช้เสร็จ
ยืดหยุ่นและ ง่ายต่อการบริหารทรัพยากร IT ผู้ใช้สามารถเรียกใช้ Virtual Server/ Virtual Machine บน Cloud Technology ได้ทันที ยกตัวอย่างเช่น หากต้องการเครื่อง Server ที่มี 4 CPUs, 32GB Memory, 10TB Storage สามารถเรียกขึ้นมาใช้ได้ทันที จาก Cloud Technology เช่นเดียวกันกับรูปแบบที่ 1 ที่ผู้ใช้ไม่ต้องสนใจเลยว่า Virtual Server หรือ Virtual PC/Desktop ที่ได้มานั้น ตั้งอยู่ที่ไหนมาได้อย่างไร สามารถเรียกใช้หรือคืนได้ทันทีเมื่อใช้เสร็จ
Infrastructure as a Service (IaaS): ผู้ใช้สามารถเรียก Computing Resource เช่น Server, PC Desktop ขึ้นมาใช้ได้ทันทีจาก Cloud Technology ไม่ต้องเสียเวลาไปรอสั่งซื้อเครื่อง แล้วรอเครื่องมาส่งกว่าจะได้ใช้งาน
Cloud Technology รูปแบบที่ 3 (Platform as a Service, PaaS): เป็นรูปแบบที่กำลังจะมีความสำคัญมากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ของเพื่อให้ นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่อาศัยคุณสมบัติข้อดีของCloudได้อย่างดีเยี่ยม รูปแบบนี้ อาจจะอธิบายได้ยากและซับซ้อนมากขึ้นกว่า 2 รูปแบบแรก ซึ่งผู้ใช้ Cloud ในรูปแบบนี้จะเป็นกลุ่มผู้ใช้ที่เป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Developer) ที่ต้องการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อใช้งานบนCloud และให้ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นนั้นใช้คุณสมบัติต่างๆของ Cloud ที่จะไม่สามารถหาได้จากสภาวะปกติ (Non-cloud computing) เช่น ความสามารถในการขยาย Computing Resource (CPU/Memory) เมื่อต้องใช้ประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก หรือ หด Computing Resource เมื่อใช้ประมวลผลข้อมูลจำนวนไม่มาก เป็นต้น โดยเป็นรูปแบบการใช้ Cloud Technology ที่กำลังจะเป็นที่นิยมมากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ไม่น่าเกินปี 2015
Platform as a Service (PaaS): นักพัฒนา Software
สามารถเรียกใช้ความสามารถหรือบริการต่างๆ ของ Cloud เพื่อนำมาประกอบกันเป็น
Application ที่ยืดหยุ่น รองรับความสามารถที่หลากหลาย และ
จำนวนผู้ใช้ที่มาก หรือ น้อยได้โดยอัตโนมัติ




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น